ผมไม่ชอบกินป๊อปคอร์น ไม่เคยร้องขอที่จะกิน 

ขนาดได้ฟรีจากโรงหนังห่อเล็ก ๆ ยังไม่เคยกินหมด

ทุกครั้งเวลาผมผ่านแยกปิ่นเกล้า ถ้ามาจากท่าพระ ตรงไปบางพลัด

ผมมักจะเห็นลุงคนนึงเสมอ เค้าขายป๊อปคอร์น ใส่ถุงพลาสติกใส มัดยาง

ไม่มี Brand ถุงละ 10 บาท  เค้าไม่ร้องเรียกให้ช่วยซื้อ เค้าไม่บังคับ เค้าไม่ขอร้อง

เค้าเพียงแค่เดินผ่าน โค้งตัวเล็ก ๆ เหมือนถามด้วยภาษากายว่า ต้องการป๊อปคอร์นมั๊ย

ผมยืนยันอีกครั้ง ผมไม่ชอบป๊อปคอร์น

แต่ผมก็หยิบเงินซื้อมัน 2 ถุง ทุกครั้ง

ป้ายกระดาษแผ่นเก่า ๆ ที่เขียนด้วยลายมือที่ไม่สวยนัก

ถูกแปะอยู่หน้าตะกร้าใส่ป๊อปคอร์น ทำให้ลุงไม่ต้องพูดอะไรมาก

ข้อความบนป้ายนั้น มีวลีนึงที่ผมเห็นทีไร ก็เกิดแรงบันดาลใจ แรงงฮึด แรงขยันขึ้นทุกครั้ง

ข้อความแสนธรรมดา แต่ว่าคนที่ถือมัน กำลังทำให้ผมดู...เป็นตัวอย่าง...

วลีสั้น ๆ "สู้แล้วรวย"

แนน... ออกเดินทางจากลาดพร้าวเพื่อมากินข้าวกับผมที่พารากอน
เป็นเพราะมันนอนเกลือกกลิ้งในวันหยุดทางพระพุทธศาสนาจนหนำใจ
ทำให้พลาดโปรแกรมเดินช้อปช่วยชาติย่านสีลม
หลังจากเหลือแค่เราสองคนเพราะปรุ้ม เพื่อนร่วมขบวนการ
ไม่สามารถออกมาแจมได้
เนื่องจากภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงของบริษัทยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้น

ผมหิวมาก แนนเสนอทางเลือกร้านอาหารมากมาย
ผมอยากกินบุฟเฟ่ จะได้เต็มที่กันหน่อยนาน ๆ เจอกันที
แนนเสนอร้านนึง ชื่อมิยาบิ(แค่ชื่อก็โคตรน่ากินแล้ว)
เป็นร้านเนื้อย่างเกาหลี ชาบู และอาหารญี่ปุ่น อยู่ฝั่งโรงหนังสยาม
หลังจากเช็คแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ
พบว่าเสน่ห์ของมิยาบิ ทำให้รอดจากไฟไหม้มาได้...
ระหว่างเดินทางไปร้าน แนนเปลี่ยนใจตลอดเวลา ร้านนั้นมั๊ย ร้านนี้มั๊ย
แต่ผมก็ไม่ไขว้เขว เพราะมิยาบิ(ชื่อยั่วยวนเสียนี่กระไร)

ถึงร้านมิยาบิ ซึ่งทางขึ้นเป็นบันไดเล็ก ๆ
ฝั่งตรงข้ามเป็นโรงหนังสยามทั้งแถบซึ่งตอนนี้เหลือเพียงกลิ่นไหม้
แนนกับผม สั่งอาหารราวกับว่าเราจะไม่ได้กินข้าวกันอีกสามวัน
เนื้อถูกทะยอยลงไปย่างจานแล้วจานเล่า

หลังกินวัวไปครึ่งตัว แนนพูดกับผมว่า เคยอ่านจากพันทิป ว่าเนื้อย่างนี่นะ
ถ้าบีบมะนาวลงไปหน่อยจะอร่อยมาก... ผมลองดูเฮ้ย...จริงด้วย อร่อยมากกก
กลิ่นหอมของมะนาวและเนื้อย่าง ช่างเข้ากันได้เยี่ยม
เหมือนเคนแอนแสดงละครด้วยกัน ยังไงอย่างงั้น
แต่ที่แย่คือ”ทำไมมึงเพิ่งบอกตอนนี้วะ”
ช่างมัน... เราเริ่มสั่งวัวมากินอีกครึ่งตัว เพราะเรื่องบีบมะนาว...
กินกันจนครัวปิด หนึ่งชั่วโมงครึ่งกับมิยาบิ โว้วววโวเย้เย...
อยากกินอาโออิ ด้วยอ่ะ...

คนอื่น ๆ ต้องรู้แน่ว่า วันวิสาขบูชา ผมกับแนนไม่ได้ไปเวียนเทียน
เพราะตัวเราไร้ซึ่งกลิ่นธูปเทียน มีแต่กลิ่นเนื้อย่างในทุกอณูของร่างกาย
อนุโมทนา สาธุ...


ป้ากับบะหมี่แห้ง...

posted on 25 May 2010 02:19 by 25hours-aday  in From-My-Eyes

 

 

ณ ร้านบะหมี่เกี๊ยวหมูแดง เจ้าประจำข้างคอนโด

ผมเอ่ยปากสั่งบะหมี่แห้งหมูกรอบ 2 ห่อ

เจ้าของร้านกำลังจะทำให้บะหมี่ให้ป้าคนนึงซึ่งยืนอยู่ก่อนหน้านั้น

บะหมี่ถูกหยิบเพิ่ม และลงหม้อลวกพร้อม ๆ กัน

ระหว่างยืนรอ ผมหันไปมองหน้าป้าผู้มาก่อน ป้ายิ้มเล็ก ๆ ให้ผมอย่างเป็นมิตร

ผมยิ้มกลับเล็กน้อย ฐานะที่รสนิยมในการกินเหมือนกัน

บะหมี่ถูกแยกเป็นสามชาม และบะหมี่ชามแรกก็ถูกโปะด้วยหมูแดง และเครื่องต่าง ๆ

ใส่ห่อ และยื่นให้ป้า จากนั้นป้าก็เดินไป ผมคิดในใจ อ้ะ...ตาของเราแล้ว

เจ้าของร้านตะโกนเรียกแม่ให้เอาบะหมี่มาเพิ่ม ผมสงสัยทั้ง ๆ ที่บะหมี่ก็ยังมีอยู่เต็มห่อ

เค้าหันมาบอกผมหลังแม่เอาบะหมี่มาวางให้ใหม่ว่า...

"พี่ว่าบะหมี่มันเหนียวแปลก ๆ เดี๋ยวเปลี่ยนเส้นให้ใหม่นะ"

ว่าแล้วก็เทบะหมี่สองชามทิ้งถังขยะทันที แล้วเริ่มลวกใหม่

ปากก็บ่นว่า "อากาศมันร้อน เส้นมันเลยเป็นแบบนี้ แล้วหันมายิ้มให้ผม" 

ผมยิ้มมุมปากแล้วทำหน้าแบบว่าขอบคุณครับ

 

แปลกนะ... ผมควรรู้สึกโชคดีไม่ใช่เหรอ...

แต่ความรู้สึกสงสารป้าคนเมื่อกี๊ กลับบดบังความรู้สึกอื่นจนหมด

อีกเดี๋ยวป้าเค้าคงจะกินบะหมี่ที่เพิ่งถูกโยนทิ้งไปเมื่อครู่

 

เมื่อผมกลับมาถึงคอนโด

ผมแกะบะหมี่ใส่ชาม แต่ผมกลับกินมันไม่ลง

ความรู้สึกบางอย่าง ทำให้สุดท้ายผมก็เทบะหมี่ทิ้งถังขยะไป

 

ไม่รู้... ป่านนี้ ป้าจะเป็นยังไงบ้างนะ...

edit @ 25 May 2010 02:44:02 by 25hours-aday

edit @ 29 May 2010 02:38:54 by 25hours-aday

ห้วงเวลาหน้าตู้...

posted on 23 May 2010 01:03 by 25hours-aday  in Facebook
ณ แถวยาวเหยียดหน้าตู้ATM
เจ๊ข้างหน้าเม้าท์กับเพื่อน
"อีป้านั่นมันจะอยู่หน้าตู้อีกกี่ปีวะ สงสัยอยู่มาตั้งแต่สาวๆ"
คิวเลื่อนไปอย่างเชื่องช้า
"โห..กด200 แม่งคิดอยู่นั่นอ่ะ"
หนุ่มคนนั้นโดนไปอีกดอก
ถึงคิวเจ๊แก เจ๊ค่อยๆ ล้วงกระเป๋าเล็กในกระเป๋าใหญ่ออกมา
บรรจงหยิบบัตร กดไปสักพัก เจ๊แกก็โทรศัพท์
"เบอร์บัญชีเบอร์อะไรนะ อืม ห๊า.. 2หรือ3 พูดชัดๆ หน่อย"
โถ..เจ๊ คำเดียวสั้น ๆ E HA'
(เวลาของเราไม่ได้สำคัญมากไปกว่าเวลาของคนอื่น)

แซงคิว

posted on 22 May 2010 23:35 by 25hours-aday  in Facebook

เราไม่กล้าแซงคิวเวลาคนต่อแถวกันยาว ๆ

แต่เรากลับกล้า"ขับรถ"แทรกคิวทั้งที่เค้าต่อแถวกันยาวเหยียด

อาจเป็นเพราะเรามองไม่เห็นสายตาที่ต่อว่า หน้าตาที่ดูถูก หรือเสียงวีนเหวี่ยงเรา

แต่จงรู้ไว้เถิดว่า เมื่อเราขับรถแซงคิวแบบไร้มารยาท

เสียงก่นด่า สายตาที่ดูถูก อารมณ์อันฉุนเฉียวก็ได้เกิดขึ้นเช่นกัน

เพียงแต่เรามองไม่เห็นมันเท่านั้นเอง...

จงอย่ากล้าทำผิดเพียงเพราะไม่มีใครต่อว่า... เพื่อสังคมที่สวยงาม... ^_^

edit @ 22 May 2010 23:35:52 by 25hours-aday

พ่อใคร ในสตาร์บั๊คส์

posted on 22 May 2010 02:27 by 25hours-aday  in Facebook

ณ ร้านสตาร์บั๊ค โต๊ะข้างๆ เด็กชายอายุประมาณ8ขวบ

ถามพ่อเมื่อเห็นฝรั่งเดินผ่านว่า ทำไมฝรั่งถึงผมสีทอง?

พ่อมองหน้าลูกแล้วเริ่มเล่าว่า ร่างกายเรามีเซลล์ ในเซลล์มีโครโมโซม

ในนั้นจะมีรหัสพันธุกรรมคือ DNA บลา บลา.. เข้าใจมั๊ยลูก?

สายตาของเด็กที่จ้องมองพ่ออย่างอึ้ง เค้าพยักหน้ารับช้าๆ แกคงงงว่าพ่อพูดอะไร?

ตอนน้องเค้าขวบนึงพ่อเค้าเอานมใส่ขวดให้ลูกดูด

หรือว่าให้กินจากหลอดทดลองกันนะ วู้ววว์

ความจริงที่ยังไม่ถึงเวลาอันควร...

พ่อแม่แต่ละคนมีวิธีการสอนลูกแตกต่างกัน

สำหรับผม แค่คิดว่า เด็กควรได้มีความสุขกับจินตนาการมากกว่าความจริง ในช่วงอายุของเค้า

เด็กควรจะได้มีความสุขกับความคิดว่าเค้าเป็นยอดมนุษย์ บินได้ แปลงร่างได้

มากกว่าจะเข้าใจว่า โห...นั่นมัน Photoshop ชัด ๆ ผมก็ทำได้ ... อะไรทำนองนั้น ^_^

April 30, 2008

เรื่องนี้เขียนขึ้นจากเรื่องจริงล้วน ๆ โปรดคิดตาม ว่าถ้าเป็นตัวเองจะทำเยี่ยงไร

 
กูนัดกับบาสเอาของไปให้ที่บ้านมัน ตอนค่ำ ๆ หลังจากไปกินข้าวร้านอีจั๊กมาเต็มที่ (กินเยอะจนกลัวตัวเองมากมาก)
 
รถมาจอดถึงหน้าบ้าน กูโทรเรียกมันออกมา  บาสออกมาพร้อมกับอุ้มหมาตัวเล็ก ๆ ของมันออกมาด้วย
 
ประโยคแรกที่ทักกู คือ มึ๊งงง ไง หมากูน่ารักมั๊ย...บลา บลา (เกี่ยวกับหมาอีกเล็กน้อย) แล้วก็ถามว่า เออ ไง หาบ้านยากป่ะ (อืมมม ดาริน)
 
หลังจากนั้นก็เดินเข้าบ้าน  โอ้ววว นี่มันบ้าน หรือชุมชนเนี่ย คนเดินเยอะเต็มไปหมด  คือมันไม่มากหรอก
 
แต่พอเทียบกับกูที่อยู่กับน้อง 2 คนที่คอนโด มันเลยดูเยอะเต็มไปหมด  หมาอีบาสตัวเล็กอีกตัวก็มาเห่ากู พร้อมกับอีตัวที่มันอุ้มก็เห่าด้วย
 
บาสบอกกูว่า ไม่ต้องกลัวมึง หมากูไม่กัด (กูเชื่อ)  พอบาสดุ บอกให้เงียบ สักพัก มันก็เงียบ แล้วก็วิ่งเล่นไปมา
 
แต่แล้ว พระเอกของเรื่องก็โผล่มา  ถ้วยฟู หมาพันธุ์บางแก้ว อายุเกือบขวบนึง (ตัวโตอ่ะ) แม่งเห่ากู เหมือนกูเป็นคนที่ทำเศรษฐกิจของประเทศตก
 
เห่า เห่า เห่า  วิ่งไปมา บาสยืนยันกะกูว่า ถ้วยฟูก็ไม่กัด
 
บาส : ถ้วยฟู เงียบ ๆ ลูก อย่า (ถ้วยฟูก็ยังเห่า กู แบบสมัครด่านักข่าวมากมาก)
 
บาส : ถ้วยฟู หยุดได้แล้ว พอแล้ว  (หันมาบอกกู ท๊อปไม่ต้องกลัว หมากูไม่กัด  แต่กูเริ่มไม่แน่ใจ)
 
ถ้วยฟูเริ่มเห่ามากขึ้นเรื่อย ๆ แถมเข้าประชิดตัวกู  กูก็ทำเป็นนิ่ง ๆ ไว้ แต่ในใจเริ่มไม่แน่ใจกับท่าทีของถ้วยฟู เท่าไร (เอาวะ บาสบอกไม่กัด ก็ไม่กัด)
 
แต่ยิ่งนิ่ง มันยิ่งเห่า เห่าดังขึ้น ถี่ขึ้น คนในบ้านอีบาสเริ่มเดินมาดูกัน  กูรู้สึกเหมือนกูเป็นโจร  ทุกคนมองหน้ากูแบบว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมถ้วยฟูเห่ากู
 
ถ้วยฟู เห่าแบบไม่ยั้ง  น้องบาสทุกคนมองหน้ากู ไม่มีใครช่วยกู  อีบาส อุ้มหมาตัวเล็กไว้ตัวนึง ปากก็บอกว่า ไม่กัดมึง ถ้วยฟูไม่กัด
 
แต่พอมันเห่ามาก ๆ เข้า กูเลยบอกว่า บาสไปคุยที่อื่นได้ป่ะ  เลยเข้าไปคุยในห้องนั่งเล่น (ตอนแรกมันจะนั่งคุยกะกู ต่อหน้า ถ้วยฟูตัวแรง)
 
พอเข้ามาในห้อง กูบ่นเล็กน้อย
 
กู : บาส หมามึงอ่ะ
 
บาส : ไม่เป็นไรมึง มันไม่กัด หรอกมึง
 
กู : เออ เออ (แต่คราวนี้ในใจกูไม่เชื่อละ)
 
แล้วกูก็ลืมเอาของลงมาจากรถ (ซวยแว้ว ออกไปเจอสมรภูมิถ้วยฟู)
 
พอเปิดประตูห้องนั่งเล่นเท่านั้น  ถ้วยฟู มันก็เริ่ม เปิดศึกทันที คราวนี้ไม่เห่าอย่างเดียวแล้ว กระโดด วิ่งไปมา ขู่ด้วย เห่าด้วย
 
บาสก็ช่วยไล่ ดุนะ แบบว่า มันมาทางซ้าย พอบาสดุ มันก็วิ่งอ้อมโต๊ะมาหากูทางขวา
 
บาสวิ่งไล่ถ้วยฟู  แต่ผู้หญิงอายุใกล้ 30 กับหมาบางแก้วเอ๊าะ ๆ ไม่ถึงขวบ มึงว่าใครเร็วกว่ากัน
 
และแล้วกูก็รีบเดินไปที่ประตูบ้าน แม่งถ้วยฟูมันตามมาทัน งับเข้าที่ขา แต่ตอนนั้นกูเดินอยู่มันเลยโดนแต่กางเกง
 
กูไม่ไหวแล้ว กูไม่ใช่นาตาลี กูไม่ต้องคิดบวกก็ได้ กูไม่อยากสวยมึง
 
พอกูรอดออกมาจากประตูบ้าน บาสเดินตามมา
 
กู : บาส หมามึงอ่ะ มันจะกัดกู
 
บาส : ไม่หรอกมึง มันไม่กัด
 
กู : ไม่กัดอะไร เมื่อกี๊อ่ะ แม่งกัดโดนกางเกงแล้วอ่ะ
 
บาส : (มองหน้ากูแบบ เหมือนกูไปใส่ร้ายป้ายสี ว่าหมามันกระโดดถีบกูในสภา)   บ้า มึงคิดไปเองรึเปล่า (หมากัดนะ ไม่ใช่ผีหลอก)
 
กู : บาส ก็มันกัดแล้วอ่ะ ดีนะที่ไม่โดน 
 
บาส : เหรอ ไม่นะ มันไม่น่ากัดนะ (ยังคงคิดว่า หมาตัวเองเป็นปลาเงินปลาทองที่เห่าได้)
 
กู : นี่มึงต้องให้มันทำอะไรกูเนี่ย มึงถึงจะเชื่อว่าหมามึงอ่ะ มันจะกัดกู
 
แล้วกูกับบาสก็ต้องเดินผ่าน สมรภูมิเดิมอีกครั้ง คราวนี้กูเริ่มกลัว ย้ำ กูไม่ใช่คนกลัวหมา (หมาบ้านอ้วนอ๋อมตัวใหญ่กว่านี้อีก แต่มันไม่เคยทำกับกูเยี่ยงนี้)
 
แต่กูไม่อยากถูกหมากัด...
 
ถ้าซื้อหวยนะถูกแน่  คราวนี้ ถ้วยฟูคิดว่าเป็นโอกาสสุดท้าย ของมันแล้ว ใส่กูไม่ยั้ง รีบเข้ามาประชิดตัวกู
 
กูก็ทำตัวแข็ง ๆ แล้วมึง เพราะคิดว่า ถ้ากูวิ่ง มันไล่กูแน่  คือกูเสี่ยงเอาว่า อย่างน้อยโดนกัดตอนยืนเฉย ๆ คงเจ็บน้อยกว่า
 
กูวิ่งแล้วมันกระโดดงับ อันนั้นมันคงกระชากเต็มแรง  กูเลยยืนเฉย ๆ ในขณะที่บาสพูดกรอกหูกูตลอดว่า มันไม่กัดมึง มันไม่กัด
 
แล้วก็มีเสียงนึงตะโกนแทรกเข้ามา ว่า  เฮ้ย บาส ทำไมไม่จับหมาให้เพื่อนอ่ะ นั่นมันจะกัดเพื่อนอยู่แล้ว (ลุงณรงค์ผู้อารี นั่นเอง)
 
บาส ตอบลุงไปว่า มันไม่กัดหรอก  (แม่เจ้า เพื่อนกู)  ลุงณรงค์บอกว่า ไม่กัดอะไร นั่นอ่ะ อ้าปากงับแล้วน่ะ
 
สิ้นเสียงลุงณรงค์ กูจ้ำเข้าห้องไปเลย  รู้สึกว่าลุงเค้าจะจัดการถ้วยฟูให้กู
 
ภายในห้องหลังสงครามสุนัข   คือกูกะถ้วยฟูนี่แหละ จบลง
 
บาส : ทำไมมันเป็นอย่างงี้วะ แต่มึงมันไม่กัดหรอก
 
กู : (ขนาดนี้แล้วมันยังคิดว่าถ้วยฟูเป็นมิตรกะกู กูเลยเหนื่อยใจที่จะเคลียร์กะมันแล้ว)
 
กูเลยคุยธุระกะมันเรียบร้อย  เดินออกจากห้องแบบ ชะโงกออกมาดูก่อนว่า ศัตรูกูอยู่หรือเปล่า
 
ไม่อยู่แฮะ  บาสบอกสงสัยมันไปเฝ้าอาหาร  พอกูเดินผ่านจุดที่กูโดนถ้วยฟูจู่โจม
 
กูเลยเพิ่งสังเกตว่า  กูโดนถ้วยฟู ถล่มหน้ากรงหมาอันใหญ่ ที่ได้เปิดอ้าไว้แล้ว
 
เพียงแค่เพื่อนกูเอามันเข้ากรง ซึ่งห่างเพียงฟุต  กูก็ไม่ต้องผ่านวิบากกรรมอันนี้
 
เฮ้อออออออออออออ  ดารินเพื่อนกู
 
กู ไม่ได้โกรธอะไร  แต่แค่งงกับผู้หญิงคนนี้มาก ๆ อารายของมันฟระ 55555
 
วันถัดมา บาสโทรมาคุยเรื่องประจบพ่อสามีโดยการพาไปโฮมโปร คุยกันสักพัก กูนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เลยคุยกะมัน
 
พอเล่าทวนให้มันฟังอีกที บาสก็บอกว่า กูขอโทดดดดดดดด ขอโทดดดดดดด นะมึง
 
จริง ๆ กูอ่ะ คิดตอนนั้นเลยนะว่า ถ้ากูโดนหมากัดก็ดี  เพราะกูอยากรู้ว่าบาสจะทำหน้ายังไง
 
ที่ไม่เชื่อว่าถ้วยฟูสามารถกัดมนุษย์จิตใจดีอย่างกูได้ เหอ เหอ
 
แต่แล้วบาสก็พูดกะกูอีกว่า จริง ๆ อาจจะเป็นเพราะมันยังไม่ชินก็ได้มั๊ง เอางี้ท๊อป มึงมาบ่อย ๆ ดิ เดี๋ยวถ้วยฟูมันก็ชิน
 
โอ้วววว พระเจ้า  ใครช่วยเอาอีนี่ ไปขังเดี่ยวหน่อย 
 
กูเลยบอกบาสว่า  กูไม่ช่ายยย ว่าที่สามีมึงนะ จะได้ต้องทำตัวให้หมามึงชินกะกู
 
เข็ดแล้วบ้านบาส  ทำให้กูรู้ว่า  ระหว่างกูกะหมามัน  มันเชื่อใจใครมากกว่ากัน
 
 
ปล. เหตุการณ์นี้ไม่ทำให้กูกลัวหมามากขึ้น  ไม่ทำให้กูโกรธบาสเลย  แต่ทำให้กูทึ่ง ทึ่ง ทึ่ง เธอผู้นี้  ดาริน มาศเกษม
 
จากกรู  ผู้เคยฆ่าพ่อถ้วยฟูตายเมื่อชาติที่แล้ว

edit @ 20 May 2010 23:23:29 by 25hours-aday

edit @ 20 May 2010 23:50:09 by 25hours-aday

April 01, 2005

เรื่องราวน่าตื่นเต้นของสาวเฮียง
 
เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง.... อ่านไว้เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจ

เมื่อหลายวันก่อน หลังจากจากที่เฮียง(นามสมมติแต่เป็นตัวจริง) สาวบัญชี Audit งานสุดโหด
กลับถึงบ้านยามค่ำคืนบริเวณอุดมสุข ทั้ง ๆ ที่ตัวเธอเองก็ขับรถส่วนตัวแต่ก็ยังมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นจนได้
ขณะที่เฮียงจอดรถหน้าบ้าน เธอก็เห็นมอเตอร์ไซด์ ขับวนไปวนมาแถวนั้น เธอก็รู้สึกเอะใจ
แต่ก็ไม่ได้คิดไปในทางร้ายรุนแรงนัก เพราะนี่มันกลางซอย เธอลงจากรถพร้อมกระเป๋าถือ
กำลังจะไขกุญแจเข้าบ้าน แล้วก็รู้สึกเหมือนว่าไอ้มอเตอร์ไซด์มันขับมาหาเธอ
ด้วยความฉลาดเธอคิดว่าไม่ไขกุญแจดีกว่า เดี๋ยวมันเข้าไปขโมยของในบ้านเธอ
ยังไม่ทันได้ตัดสินใจอะไร... มอเตอร์ไซด์ก็จอดคนบนรถเดินมาหาเธอแล้ว กระชากกระเป๋าถือ
ขึ้นมอไซด์หนีไปเลย... โอววว เสียงร้องมันถูกความตกใจกดทับไว้....
ร้องไม่ออก ทันทีที่ได้สติว่า นางเอกอย่างเราต้องร้องสิ
เธอจึงแผดเสียงร้องอย่างสุดแรง... มาสารภาพทีหลังว่า"เสียงกูใหญ่มากกกก"

จริง ๆ เรื่องนี้ถือป็นความซวยเพียงอย่างแรก มันไม่ใช่เรื่องซวยธรรมดา
ปกติแล้วเฮียงไม่ค่อยพกเงิน เพราะมันไม่มีเงินนั่นเอง
แต่วันนี้ในกระเป๋าถือใบเขืองนั่น เฮียงเบิกเงินจะไปจ่ายบัตรเครดิตหมื่นกว่าบาท
แถมถอดสร้อยทองคล้องใจไว้ในกระเป๋าด้วย นอกจากนั้นยังมีมือถือที่พี่สาวฝากไว้
และของตัวเองอีกรวมเป็นสองเครื่อง สรุปว่ารวม ๆ ในกระเป๋ายักษ์นั่น
มีมูลค่ากว่าสี่หมื่นบาท โอวววพระเจ้า จอร์จ มันซวยโคตร.....

อยากบอกเพื่อน ๆ ทุกคนโดยเฉพาะผู้หญิงว่า ระวังตัวให้ดีโดยเฉพาะพวกกลับบ้านดึก ๆ
นี่ขนาดขับรถส่วนตัวถึงหน้าบ้านแล้วนะก็ใช่ว่าจะปลอดภัย....
ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล... อย่าลงจากรถล่ะ
เรียกคนในบ้าน (พี่ชาย พ่อ อย่าเรียกแม่แก่ ๆ ออกมา เดี๋ยวเสียกระเป๋ามากกว่าเดิม)
หรือไม่ขับรถไปสถานีตำรวจเลย.... น่ากลัวนะเนี่ย
แต่พยายามเขียนให้ไม่เครียดมาก.... อยากให้ระวังตัวไว้ละกัน เป็นห่วงนะ

ปล. ที่โจรไม่ทำอะไรเฮียงเพราะ มันสงสัยว่า เฮียงท้อง!!!! ไม่อยากทำร้ายเด็ก
นี่จึงเป็นวิธีป้องกันตัวเองอีกอย่างนึง... เราว่าหลาย ๆ คนคงกำลังท้องลมอยู่เหมือนกัน